ดูบทความหลักที่ ประวัติกาแฟ
เหนือประตูของร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองไลป์ซิกมีประติมากรรมรูปชายในชุดพื้นเมืองตุรกีกำลังรับถ้วยกาแฟจากเด็กผู้ชายคนหนึ่งเชื่อกันว่ากาแฟถูกค้นพบครั้งแรกโดยเด็กเลี้ยงแพะชาวอาบิสซีเนีย ที่ชื่อว่า คาลดี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9[2] จากการสังเกตพบว่า แพะดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นเมื่อกินเมล็ดกาแฟป่า[13] จากเอธิโอเปีย กาแฟได้แพร่กระจายไปยังอียิปต์และเยเมน[14] และในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 กาแฟได้แพร่ไปทั่วตะวันออกกลางทั้งหมด รวมทั้ง เปอร์เซีย ตุรกีและแอฟริกาเหนือ
ในปี ค.ศ. 1583 เลโอนาร์ด เราวอล์ฟ แพทย์ชาวเยอรมัน
ได้บรรยายถึงกาแฟหลังจากท่องเที่ยวในดินแดนตะวันออกใกล้เป็นเวลากว่า
สิบปีไว้ว่าดังนี้:[15]
“ เครื่องดื่มที่มีสีดำเหมือนหมึก ใช้รักษาโรคภัยได้หลายชนิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับท้อง ผู้ดื่มจะดื่มในตอนเช้า
มันเป็นการนำน้ำและผลไม้จากไม้พุ่มที่เรียกว่า bunnu ”
ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 16 กาแฟถูกปลูกโดยชาวอาหรับเท่านั้น
ชาวอาหรับหวงแหนพันธุ์กาแฟมาก
แต่ในที่สุดเมล็ดกาแฟก็ออกมาสู่โลกกว้าง
เนื่องจากการค้าขายระหว่างเวนิซกับแอฟริกาเหนือ
อียิปต์และตะวันออกกลางที่เจริญขึ้น ทำให้อิตาลีได้รับสินค้าใหม่ ๆ
เข้ามา ซึ่งรวมไปถึงกาแฟด้วย หลังจากนั้น
กาแฟก็ได้แพร่กระจายไปทั่วยุโรป
เนื่องจากได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องดื่มของคริสเตียนโดยสมเด็จพร
ะสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8 ในปี ค.ศ. 1600
แม้ว่าจะมีการร้องเรียนให้ยกเลิก "เครื่องดื่มมุสลิม" ก็ตาม
ร้านกาแฟแห่งแรกในทวีปยุโรปเปิดในอิตาลีในปี ค.ศ. 1645[3]
ชาวดัตช์เป็นชนชาติแรกที่นำเข้ากาแฟเป็นจำนวนมาก
และฝ่าฝืนข้อห้ามของอาหรับเกี่ยวกับการส่งออกพืชและเมล็ดที่ยังไม่ได
้คั่ว เมื่อ Pieter van den Broeck
ลักลอบนำเข้ากาแฟจากเอเดนไปยังยุโรปในปี ค.ศ. 1616[16]
ในภายหลังชาวดัตช์ยังได้นำไปปลูกในเกาะชวาและซีลอน[17]
ซึ่งผลผลิตกาแฟจากเกาะชวาสามารถส่งไปยังเนเธอร์แลนด์ได้ในปี ค.ศ.
1711[18] และด้วยความพยายามของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ
ทำให้กาแฟได้รับความนิยมในประเทศอังกฤษเช่นเดียวกัน
กาแฟเข้าสู่ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1657
และเข้าสู่ประเทศออสเตรียและโปแลนด์ หลังจาก ยุทธการแห่งเวียนนา
เมื่อปี ค.ศ. 1683
หลังจากที่ทหารสามารถยึดเสบียงของทหารออตโตมานเติร์กที่พ่ายแพ้ในการ
รบครั้งนั้น[19]
หลังจากนั้น กาแฟได้เข้าสู่ทวีปอเมริกาเหนือในช่วงของยุคอาณานิคม
แต่ว่าไม่ได้รับความนิยมมากเท่ากับในทวีปยุโรป อย่างไรก็ตาม
ในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกัน
ปริมาณความต้องการกาแฟได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนพวกพ่อค้ากักตุน
สินค้าเอาไว้และปั่นราคาขึ้นอย่างกะทันหัน
ซึ่งบางส่วนเป็นผลมาจากการที่พ่อค้าชาวอังกฤษไม่สามารถนำเข้าชาได้มา
กนัก[20] หลังจากสงครามปี 1812
ในช่วงที่อังกฤษงดการนำเข้าชาเป็นการชั่วคราว
ชาวอเมริกันจึงหันมาดื่มกาแฟแทน
และมีปริมาณความต้องการสูงมากในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกัน ไปพร้อม
ๆ
กับการพัฒนาของเทคโนโลยีการต้มเหล้าทำให้กาแฟกลายเป็นสินค้ายอดนิยมใ
นสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน[21]